ทำประกันชีวิต ข้อควรรู้ สมัครประกันชีวิต

ทำประกันชีวิต ข้อควรรู้ สมัครประกันชีวิต

ทำประกันชีวิต

ทำประกันชีวิต คืออะไร? 

ประกันชีวิต หรือ กรมธรรม์ประกันชีวิต ในนัยของกฎหมาย จะหมายถึงสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “ผู้เอาประกัน” มีหน้าที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า “บริษัทประกันชีวิต” และเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรืออยู่ครบตามสัญญาของกรมธรรม์ ทางฝ่าย “บริษัทประกันชีวิต” ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายผลตอบแทน เรียกว่า “ทุนประกันชีวิต” ให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์

หากพูดง่าย ๆ ก็คือ การประกันชีวิต เป็นการเฉลี่ยความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการตาย การสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ และการสูญเสียรายได้ในยามชรา ที่จะเกิดขึ้นจากคนหนึ่งไปยังอีกหลาย ๆ คน โดยมีผู้รับประกันภัยทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงระหว่างผู้เอาประกันทั้งหมด ด้วยการให้ผู้เอาประกันจ่ายเงินจำนวนหนึ่งในรูปของ “เบี้ยประกัน” ให้แก่ผู้รับประกันไว้เป็นเงินกองกลาง เมื่อผู้เอาประกันได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เอาประกัน ผู้รับประกันก็จะนำเงินกองกลางนั้นไปชดใช้ตามจำนวนที่ได้ตกลงกัน

ทำประกันชีวิต มีกี่ประเภท?

เมื่อเริ่มสนใจจะทำประกันชีวิตแล้ว ก็ต้องมารู้จักก่อนว่าประกันชีวิตมีกี่ประเภท โดยทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป อาจให้ชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี, ราย 6 เดือน, ราย 3 เดือน หรือรายเดือน แล้วแต่แพ็กเกจนั้น ๆ และบางบริษัทอาจให้ตรวจสุขภาพ หรือไม่ต้องตรวจสุขภาพก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเอาประกันภัย และอายุของผู้ทำประกัน

2. ประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Life Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างต่ำ คือประมาณ 10,000 – 30,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้ต่ำ โดยทั่วไปกำหนดให้ชำระเบี้ยประกันเป็นรายเดือน และไม่ต้องตรวจสุขภาพ แต่บริษัทอาจกำหนดเงื่อนไขให้มีระยะเวลารอคอย (Waiting Period) เป็นเวลา 180 วัน

คำว่า ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) ก็คือ ระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อพิสูจน์สุขภาพของผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาดังกล่าว ด้วยโรคภัยไข้เจ็บตามธรรมชาติ บริษัทประกันชีวิตไม่ต้องจ่ายเงินเอาประกันภัย แต่จะคืนเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระมาแล้วทั้งหมดให้ก็ได้
3. ประเภทกลุ่ม (Group Life Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่กรมธรรม์หนึ่งจะมีผู้เอาประกันชีวิตร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ส่วนมากจะเป็นกลุ่มของพนักงานบริษัท ในการพิจารณารับประกันอาจจะมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องความเสี่ยงภัยของบุคคลในกลุ่มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ หน้าที่การงาน หรือจำนวนเงินเอาประกัน และเพราะเป็นการประกันกลุ่มนี่เอง จึงทำให้อัตราเบี้ยประกันชีวิตจะถูกกว่าประเภทสามัญและประเภทอุตสาหกรรม

ประกันชีวิตมีกี่แบบ ?

อีกเรื่องหนึ่งที่คนสนใจทำประกันชีวิตอยากรู้กันมากก็คือ การทำประกันชีวิตมีรูปแบบไหนบ้าง เพราะเห็นบางแผนก็บอกตลอดชีพ บางแผนก็กำหนดอายุ กำหนดช่วงเวลา มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีลักษณะความคุ้มครองและผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป ถ้างั้นขอบอกให้ทราบไว้เลยว่า ถ้าเป็นประกันชีวิตรูปแบบพื้นฐานก็จะมีอยู่ 4 แบบ ดังนี้

1. แบบตลอดชีพ (Whole life Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ โดยบริษัทตกลงจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ไม่ว่าจะเสียชีวิตเมื่อใดก็ตาม แต่ถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 99 ปี บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย

วัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพก็คือ เพื่อที่ลูกหลาน หรือผู้รับผลประโยชน์จะได้มีเงินทุนในภายภาคหน้า รวมทั้งจะได้มีเงินมารักษาการเจ็บป่วย และจ่ายค่าทำศพของผู้เอาประกัน หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว โดยจะได้ไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่น

2. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายเงินเอาประกันภัย ให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาประกันภัย

การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์นี้ เป็นส่วนผสมของการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินคืน เมื่อสัญญาครบกำหนด

3. แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น 1 ปี, 5 ปี, 10 ปี หรือ 20 ปี ซึ่งสัญญาประกันชีวิตแบบนี้มีลักษณะเป็นการให้ความคุ้มครองการเสี่ยงภัยอันเกิดจากการเสียชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการสะสมทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาประกันอัคคีภัย เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วจึงไม่มีมูลค่าใด ๆ คืนให้ผู้เอาประกัน

วัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาก็คือ เพื่อคุ้มครองการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีข้อดีตรงนี้เบี้ยประกันภัยจะถูกกว่าแบบอื่น เพราะไม่มีเงินเหลือคืนให้หากผู้เอาประกันภัยอยู่จนครบกำหนดสัญญา

4. แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance)

เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกเดือน นับแต่ผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุ หรือมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้นไปจนครบสัญญา แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ และขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอาประกันชีวิตที่จะเลือกซื้อ

ทำประกันชีวิต

ข้อควรรู้ ก่อนทำประกันชีวิต

1. กำหนดค่าคุ้มครองที่คุณต้องการ

ควรที่จะคิดถึงความต้องการที่คุณจำเป็นจะต้องใช้ประกันชีวิตมากเท่าไหร่ มันดีเสมอถ้ามีความคุ้มครองที่ครอบคลุม แต่พิจารณาถึงข้อเสนอที่ดีและมีเหตุผล

ลองคิดถึงภาระหน้าที่และการเงินของตัวคุณ รวมไปถึงครอบครัวด้วย และควรทำกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ครอบคลุมเงินเดือนประจำปีของคุณเป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี ถ้าคุณมีลูกที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดู

2. ตรวจเช็คสุขภาพของคุณให้ดีก่อนทำประกัน

เป็นสิ่งที่ดีที่เราควรที่จะตรวจเช็คร่างกายก่อนที่จะลงมือทำกรมธรรม์ประกันชีวิต เพราะถ้าคุณมีสุขภาพที่

ไม่ค่อยดีคุณอาจจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และอาจจะถูกริดรอนสิทธิอะไรได้ เช่นถูกลดดอกเบี้ยประกันเป็นต้น

3. รู้จักการเปรียบเทียบ

เป็นวิธีที่เหมือนเป็นสิ่งสามัญที่สุดในการซื้ออะไรซักอย่างเช่น ซื้อรถ หรือ บ้าน การเปรียบเทียบประกันชีวิตของอีกที่กับอีกที่เป็นสิ่งที่ดี

เพราะเราจะได้หาบริษัทประกันที่เหมาะสมกับชีวิตของเราได้ อีกทั้งยังหาผลประโยชน์ที่ดีกว่าให้ชีวิตตัวเองได้อีกด้วย

4. อ่านข้อตงลงและสัญญาให้ถี่ถ้วน

เพราะมันอาจจะมีการซ่อนค่าใช้จ่ายในการปรับขั้นอัตราดอกเบี้ยประกันภัยแฝงอยู่ โดยที่ทางบริษัทไม่ได้เปิดเผยออกมาอย่างชัดเจน

5. ตามให้ทันนโยบายของบริษัท

ต้องแน่ใจว่าผลประโยชน์และนโยบายของบริษัทประกันชีวิตนั้นๆ ยังตรงกับความต้องการของคุณรึเปล่า

มันไม่ผิดถ้าคุณจะซื้อประกันเพิ่ม เมื่อคุณซื้อรถหรือบ้านหลังใหม่ หรือคุณแต่งงาน แต่ควรที่จะใช้ประกันที่ครอบคลุมที่สุด

6. อย่าพลาดในการชำระเงิน

ในทางที่ดีเราไม่ควรที่จะพลาดการชำระเงินค่าประกันเลยซักครั้งเพื่อประวัติที่ดี เพราะในบางครั้งการพลาดการชำระเงินเพียงครั้งเดียว

เพราะคุณอาจจะต้องเสียดอกเบี้ย ซึ่งมันไม่คุ้มค่า

7. ทำประกันเมื่อคุณยังมีอายุที่ไม่มาก

ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตเมื่อคุณอายุน้อยกว่าและจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเมื่อไปทำประกันเมื่อมีอายุมากขึ้น และอาจจะต้องเสียเงินมากขึ้น

8. ศึกษาข้อมูล

ถ้าคุณจ่ายเงินทุกๆเดือนให้กับบริษัทประกันแล้ว เราก็สามารถที่จะเข้าไปขอข้อมูลได้ ว่าคุณต้องการอะไรซึ่งมันจะทำให้คุณประเมินสถานการณ์ของคุณเองได้

ว่าคุณต้องการประกันแบบไหนเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคุณ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของทางประกันจะสามารถให้ข้อมูลต่างๆเหล่านี้กับคุณได้

ข้อควรรู้ ก่อนที่คุณจะเลือกทำประกันชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกของการออม และยังได้การประกันที่ดูแลคุณตลอดชีวิต ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ

ทำประกันชีวิต

ต้องพิจารณาอะไรบ้างเมื่อจะทำประกันชีวิต?

หากคิดจะทำประกันชีวิตแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา ดังนี้

1. พิจารณาว่าตนเองต้องการทำประกันแบบใด คุ้มครองระยะสั้น หรือยาว ต้องการคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตเท่านั้น หรือต้องการสะสมทรัพย์ เพื่อรับเงินคืนด้วย ให้เลือกแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ โดยศึกษาเปรียบเทียบให้ละเอียด

2. เลือกวงเงินเอาประกันภัยที่ต้องการ โดยพิจารณาว่าเรามีรายได้ประจำเท่าใด และมีกำลังในการส่งเบี้ยประกันภัยมากน้อยแค่ไหน

3. พิจารณาสัญญาเพิ่มเติม (หากมี) 

4. เลือกทำประกันกับบริษัทที่มีความมั่นคง มีมาตรฐานในการทำงาน


  • http://money.sanook.com/60449/